วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552
รายวิชา ทักษะชีวิต 1
ระบบย่อยอาหาร (Digestive System)
ระบบการย่อยอาหาร ประกอบด้วยอวัยวะที่ย่อยอาหารและดูดซึมอาหารเพื่อไปเลี้ยงร่างกาย โดยเริ่มจากปากขบเคี้ยวอาหาร คลุกเคล้ากับน้ำลายซึ่งเป็นน้ำย่อยชนิดหนึ่งลงไปสู่กระเพาะอาหาร เพื่อทำการย่อยและทำให้เหลวก่อนที่จะผ่านไปลำไส้เล็ก โดยมีน้ำย่อยอาหารจากถุงน้ำดีและตับอ่อนทำหน้าที่ย่อยอาหารให้เล็กลงเข้าสู่กระแสเลือดได้ ผ่านปุ่มเล็ก ๆ คล้ายนิ้วมือบนผนังด้านในของลำไส้ เพื่อดูดซึมไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนเศษอาหารหรือกากอาหารที่เหลือจะลงสู่ลำไส้ใหญ่และรวมกันเป็นอุจจาระเพื่อขับถ่ายออกทางทวารหนักต่อไป
ส่วนประกอบของระบบย่อยอาหารประกอบเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คือ
๑. อวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอาหาร ได้แก่ ปาก ลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่
๒. อวัยวะที่ช่วยย่อยอาหาร ได้แก่ ต่อมน้ำลาย น้ำลาย ต่อมในลำไส้เล็ก ต่อมดูโอดีนัล ตับ และตับอ่อนกระบวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร โดยการย่อยอาหารในปาก กระเพาะอาหาร ในลำไส้เล็ก และในลำไส้ใหญ่
การดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบย่อยอาหาร
๑. รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย คือ รับประทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่
๒. รับประทานอาหารให้เป็นเวลา
๓. รักษาความสะอาดในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ
๔. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
๕. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ ไม่เครียด หรือวิตกกังวลเกินไป
ระบบหายใจ (Respiratory System)
ระบบการหายใจ คือ ระบบที่ประกอบไปด้วยอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เป็นการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการนำออกซิเจนจากอากาศภายนอกเข้าสู่เซลล์ที่ต้องการของร่างกาย และถ่ายเทก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา
กระบวนการทำงานของระบบหายใจ
๑. การหายใจ แบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือ
๑.๑ หายใจเข้า เป็นการสูดอากาศเข้าไปในถุงลมปอด
๑.๒ หายใจออก เป็นการไล่อากาศก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากปอด
๒. การหายใจภายนอก คือ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งอยู่ในถุงลมของปอดกับเลือดที่อยู่ที่เส้นเลือดฝอยรอบ ๆ ถุงลมของปอด
๓. การแลกเปลี่ยนระหว่างออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ ที่อยู่ในเลือดกับเซลล์ของร่างกายกระทำในเซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย
การดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบหายใจ
๑. รักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงสมบูรณ์อย่างสม่ำเสมอ
๒. รักษาอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติอยู่เสมอ แต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเพื่อป้องกันการเป็นหวัด
๓. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัดและโรคทางเดินหายใจ
๔. ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม ไม่ควรใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อป่วยหรือผู้ป่วยที่เป็น โรคทางเดินหายใจ
๕. อยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์ ไม่อับชื้น หรือที่แออัด
๖. ระวังอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการกระแทกหน้าอกเพราะอาจเป็นอันตรายแก่ระบบทางเดินหายใจได้
ระบบไหลเวียนเลือด (Circulatory System)
ระบบไหลเวียนเลือด หมายถึง ระบบสองระบบที่เกี่ยวกับการไหลเวียนของเหลวในร่างกาย ซึ่งประกอบ ด้วย
๑. ระบบหัวใจและหลอดเลือด ประกอบด้วย เลือด หลอดเลือด และหัวใจ ซึ่งหัวใจทำหน้าที่บีบเลือดออกไปตามหลอดเลือด เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การไหลเวียนของเลือดจะไหลไปในทิศทางเดียวเท่านั้นและเป็นวงจรปิด
๒. ระบบน้ำเหลือง ประกอบด้วยน้ำเหลือง หลอดน้ำเหลือง และต่อมน้ำเหลือง
หน้าที่ของระบบไหลเวียนเลือด มีหน้าที่หลัก ๒ ประการ คือ
๑. ขนส่ง สารอาหารและเลือดต่าง ๆ ภายในร่างกายตัวนี้
๑.๒ ขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มายังปอด เพื่อขับถ่ายออกจากร่างกาย
๑.๓ ขนส่งสารอาหารต่าง ๆ จากระบบย่อยอาหารไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย
๑.๔ ขนส่งของเสียจากเซลล์ไปขับถ่ายออกจากร่างกายทางไต ปอด และต่อมเหงื่อ
๒. ควบคุมความสมดุลของร่างกาย
๒.๑ ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
๒.๒ ควบคุมความเป็นกรด - ด่าง (PH) ของร่างกาย
๒.๓ ควบคุมความสมดุลของน้ำในร่างกาย
๒.๔ ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด เมื่อร่างกายมีบาดแผลและเสียเลือด
๒.๕ รักษาระดับความดันเลือดในร่างกายให้ปกติ
๒.๖ ป้องกันและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
การดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด
๑. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพอเพียงแก่ความต้องการของร่างกาย
๒. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
๓. นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ
๔. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
๕. ป้องกันการอักเสบจากเชื้อโรค โดยรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ
๖. งดเว้นการสูบบุหรี่ สารจากควันบุหรี่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจเต็นเร็วขึ้น
แบบทดสอบ
๑. ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะส่วนใด
ก. กระเพาะอาหาร ตับ กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ ข. ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ
ค. ปาก กระเพาะอาหาร ตับ ลำไส้เล็ก ง. ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่
๒. อวัยวะใดไม่มีน้ำย่อย
ก. ปาก ข. หลอดอาหาร
ค. กระเพาะอาหาร ง. ลำไส้เล็ก
๓. ข้อใดไม่ใช่วิธีการดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบย่อยอาหาร
ก. กินอาหารให้ตรงเวลา ข. รักษาความสะอาดของช่องปาก
ค. กินยาระบายทุกครั้งเวลาท้องผูก ง. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
๔. การหายใจเข้า - ออกต้องสัมพันธ์กับอวัยวะส่วนใดมากที่สุด
ก. หัวใจ ข. ปอด ค. หลอดลม ง. กะบังลม
๕. ในการหายใจเข้า - ออกอย่างถูกต้อง จะเป็นอย่างไร
ก. หายใจเข้า ช่องอกจะขยายออกพองขึ้น ข. หายใจเข้า ช่องอกจะแฟบลง
ค. หายใจออก ช่องอกจะขยายพองขึ้น ง. หายใจออก ช่องอกจะขยายและแฟบสลับกัน
๖. นักเรียนคิดว่า การดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบหายใจ ข้อใดดีที่สุด
ก. ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม ข. แต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ
ค. รักษาสุขภาพของตนเองให้ดีอยู่เสมอ ง. ปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา
๗. หน้าที่หลักของระบบไหลเวียนเลือดคือ
ก. ขนส่งออกซิเจนไปยังปอดและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ข. ขนส่งสารอาหารและเลือดไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ค. ควบคุมรักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ
ง. ขนส่งสารอาหารและเลือดกับควบคุมความสมดุลของร่างกาย
๘. เม็ดเลือด ประกอบด้วยสิ่งใด
ก. เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดดำ เม็ดเลือดขาว ข. เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด
ค. เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว พลาสมา ง. เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด พลาสมา
๙. ชีพจรของผู้ใหญ่ปกติเต้นกี่ครั้งต่อนาที
ก. ๕๐ - ๖๐ ครั้ง ข. ๗๒ - ๘๕ ครั้ง
ค. ๙๐ - ๙๕ ครั้ง ง. ๙๐ - ๑๑๐ ครั้ง
๑๐. การออกกำลังกายเพื่อประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนเลือด ควรออกกำลังกายอย่างน้อยกี่ครั้งต่อสัปดาห์ และ
นานเท่าใดต่อครั้ง
ก. ๑ วันต่อสัปดาห์ ๓๐ นาทีต่อครั้ง ข. ๒ วันต่อสัปดาห์ ๓๐ นาทีต่อครั้ง
ค. ๓ วันต่อสัปดาห์ ๓๐ นาทีต่อครั้ง ง. ๗ วันต่อสัปดาห์ ๒ ชั่วโมงต่อครั้ง
เฉลย
๑. ค ๒. ข ๓. ค ๔. ข ๕. ก
๖. ค ๗. ง ๘. ข ๙. ข ๑๐. ค
วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
เทคโนโลยี (Technology) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือTech = Art ในภาษาอังกฤษ Logos = A study of\
ดังนั้น คำว่า เทคโนโลยี จึงหมายถึง A study of art ซึ่งได้มีผู้แปลความหมาย สรุป ได้ว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาและปฏิบัติงาน อย่างเป็นระบบ โดยสามารถนำไปใช้ในสาขาต่าง ๆ กัน และเรียกชื่อไปตามสาขาที่ใช้ เช่น
1. เทคโนโลยีการเกษตรเป็นการคิดค้นวิธีการเครื่องมือ ปัจจัยในการผลิต ทางการเกษตร
2. เทคโนโลยีการคมนาคมขนส่งเป็นการคิดค้นเกี่ยวกับยานพาหนะ การเดินทาง การขนส่ง
3. เทคโนโลยีการแพทย์เป็นการคิดค้นการตรวจรักษาโรค การผลิตยา และเครื่องมือทางการแพทย์
4. เทคโนโลยีชีวิตประจำวันเป็นการประดิษฐ์เสื้อผ้า เครื่องใช้ในที่อยู่อาศัย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก
5. เทคโนโลยีการสงครามอาวุธนิวเคลียร์
6. เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นการเก็บรวบรวมการค้นหา การส่งข้อมูลทั้ง ทางโทรเลข โทรศัพท์ วิทยุ คอมพิวเตอร์
7. เทคโนโลยีการศึกษาเป็นวิธีการให้ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการวิธีการให้ การศึกษาสื่อการศึกษา และครุภัณฑ์ทางการ ศึกษา
สรุปเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา ก็คือ ศาสตร์ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา การพัฒนา และการประยุกต์วัสดุ เครื่องมือ วิธีการ เพื่อนำมาใช้ในสถานการณ์การเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของคนให้ดียิ่งขึ้น
2. นักเทคโนโลยี (Technologist) คือผู้นำเอาเทคโนโลยีมาใช้
3. ช่างเทคนิค (Technician) คือผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับการซ่อมเครื่องมือเพื่อให้เครื่องมือทำงานได้ดีที่สุด
มโนทัศน์ของเทคโนโลยีการศึกษา
เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นการขยายแนวคิดเกี่ยวกับโสตทัศน์ศึกษาให้กว้างขวาง ยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากโสตทัศนศึกษาหมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับการใช้ตาดูหูฟัง ดังนั้นอุปกรณ์ในสมัยก่อนมักเน้นการใช้ประสาทสัมผัส ด้านการฟังและการดูเป็นหลัก จึงใช้คำว่าโสตทัศนอุปกรณ์ หรือโสตทัศนูปกรณ์เทคโนโลยีทางการศึกษามีความหมายที่กว้างกว่า ซึ่งอาจพิจารณาจากความคิดรวบยอดของเทคโนโลยีได้เป็น 2 ประการ ดังนี้
1.2.1 ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ หมายถึง การประยุกต์วิทยาศาสตร์กายภาพ ในรูปของสิ่งประดิษฐ์ เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์โทรทัศน์ ฯลฯ มาใช้สำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นส่วนใหญ่ การใช้เครื่องมือเหล่า มักคำนึงถึงเฉพาะการควบคุมให้เครื่องทำงาน เน้นเรื่องวัสดุ อุปกรณ์ มากกว่าจะคำนึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลและการเลือกสื่อให้ตรงกับเนื้อหาวิชา
1.2.2 ความคิดรวบยอดทางพฤติกรรมศาสตร์ หมายถึง การนำวิธีการทางจิตวิทยา มานุษยวิทยา กระบวนการกลุ่ม ภาษา การสื่อความหมาย การบริหาร เครื่องยนต์กลไก การรับรู้มาใช้ควบคู่กับผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เพื่อให้ผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะเน้นเรื่องเทคนิคเป็นวิธีการ และกระบวนการเรียนการสอนมากกว่าวัสดุ และเครื่องมือ
เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา
การนำเอาเทคโนโลยีทางการศึกษาไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอนนั้น เรามักจะพบ ว่าเมื่อสถานการณ์ของการใช้เปลี่ยนแปลงไป เช่น ชั้นเรียนที่ผู้เรียนเปลี่ยนไป หรือเวลาที่ต่างกัน สิ่งเหล่านี้ มีผลต่อประสิทธิภาพของวิธีการที่ผู้สอนนำไปใช้ในการเรียนการสอนทั้งสิ้น ในกรณีที่ใช้วิธีการนั้นต่อไป ซึ่งนับว่าเป็นการใช้เทคโนโลยี แต่ในกรณีที่ประสิทธิภาพลดลง ก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงวิธีการนั้น ๆ หรืออาจต้องหาวิธีการใหม่ ๆ มาใช้ สิ่งใหม่ที่นำมาใช้หรือวิธีการที่ได้รับนำเอาการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนี้เรียกว่า นวัตกรรม (Innovation)
นวัตกรรม = นว (ใหม่) + อัตตา (ตนเอง) + กรรม (การกระทำ)
ในการดำเนินกิจกรรมด้านต่าง ๆ มักจะเผชิญปัญหาต่าง ๆ มากมายมนุษย์จึงพยายามสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา เพื่อเปลี่ยนจากสภาพที่เคยเป็นอยู่ไปสู่สภาพที่อยากเป็น นวัตกรรมจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับวงการต่าง ๆ เช่น นวัตกรรมทางการแพทย์ นวัตกรรมทางการเกษตร นวัตกรรมทางอุตสาหกรรม นวัตกรรมทางการบริหาร นวัตกรรมทางการประมง นวัตกรรมทางการสื่อสาร นวัตกรรมทางการศึกษา ฯลฯ เป็นต้นลักษณะของนวัตกรรม สิ่งที่ต้องจัดว่าเป็นนวัตกรรม ควรประกอบด้วยลักษณะ ดังนี้
1. จะต้องเป็นการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ (creative) และเป็นความคิดที่สามารถปฏิบัติได้ (Feasible ideas)
2. จะต้องสามารถนำไปใช้ได้ผลจริงจัง (practical application)
พัฒนาการทางเทคโนโลยีการศึกษา
ชาวกรีกโบราณ ได้ใช้วัสดุและวิธีการในการสอนประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ด้วย การแสดงละครเพื่อสร้างเจตคติทางจรรยาและการเมือง ใช้ดนตรีเพื่อสร้างอารมณ์ และยังได้ย้ำถึงความสำคัญของการศึกษานอกสถานที่ด้วย นอกจากนี้การสอนศิลปวิจักษ์ในสมัยนั้นได้ใช้รูปปั้น และงานแกะสลักช่วยสอน ซึ่งนับว่าเป็นการใช้ทัศนวัสดุในการสอนแทนการปาฐกถาอย่างเดียว
เพลโต นักปราชญ์ชาวกรีก ได้ย้ำถึงความสำคัญของคำพูดที่ใช้กันนั้นว่า เมื่อพูดไปแล้วอะไรเป็นความหมายที่อยู่เบื้องหลังสิ่งนั้น จึงได้กระตุ้นให้ใช้วัตถุประกอบเพื่อช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้น
ฟรานซิส เบคอน (ค.ศ.1561-1626) สนับสนุนวิธีใหม่ ๆ แบบ Realism คือหันมายึดวัตถุและความคิด โดยเสนอแนะว่า การเรียนการสอนนั้น ควรให้ผู้เรียนได้รู้จักสังเกต พิจารณา เหตุผลในชีวิตจริง โดยครูเป็นผู้นำให้นักเรียนคิดหาวิธีแก้ปัญหาซึ่งจะต้องอาศัยการสังเกตพิจารณานั่นเอง ไม่ใช่ครูเป็นผู้บอกเสียทุกอย่าง
โจฮันน์ อะมอส คอมินิอุส (Johannes Amos Comenius ค.ศ.1592-1670) เป็นผู้ที่พยายามใช้วัตถุ สิ่งของช่วยในการสอนอย่างจริงจัง จนได้รับเกียรติว่าเป็นบิดาแห่งโสตทัศนศึกษา คอมินิอุสได้แต่งหนังสือสำคัญ ๆ ไว้มากมาย ที่สำคัญยิ่งคือ หนังสือ Obis Sensualium Pictus หรือ "โลกในรูปภาพ" ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1685 เป็นหนังสือที่ใช้รูปภาพประกอบบทเรียน ถึง 150 ภาพ ซึ่งนับว่าเป็นการใช้ทัศนวัสดุประกอบการเรียนเป็นครั้งแรก
ธอร์นไดค์ (thorndike) เป็นนักจิตวิทยาการศึกษาชาวอเมริกันที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการศึกษาประกอบหลักการทางจิตวิทยา โดยได้ทดลองทางจิตวิทยาเกี่ยวกับ การตอบสนองของสัตว์และมนุษย์ เขาได้ออกแบบสื่อการสอน เพื่อให้ตอบสนองเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนแบบโปรแกรมจึงได้ชื่อว่า เป็นคนแรกที่ริเริ่มเทคโนโลยีการศึกษาแนวใหม่
บี เอฟ สกินเนอร์ (B.F.Skinner) เป็นผู้ใช้แนวความคิดใหม่ทางจิตวิทยาเกี่ยวกับสิ่งเร้าและผลตอบสนองโดยคำนึงถึงธรรมชาติของมนุษย์ เขาได้ทำการทดลองกับสัตว์โดยฝึกเป็นขั้น ๆ เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในการสอนแบบโปรแกรม และเป็นผู้ที่คิดเครื่องช่วยสอนได้เป็นผลสำเร็จเป็นคนแรก แนวคิดทางเทคโนโลยีการศึกษาปัจจุบัน ได้รากฐานมาจากแนวความคิดของสกินเนอร์เป็นส่วนมาก
สำหรับพัฒนาการทางเทคโนโลยีการศึกษาในประเทศไทยนั้น ได้มีการให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีการศึกษา ทั้งในด้านการจัดตั้งหน่วยงานด้านเทคโนโลยีการศึกษา ในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ตลอดจนมีการเปิดการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีการศึกษาระดับปริญญาตรี-โท-เอก ในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับ พ.ศ.2542 ที่เน้นความสำคัญของเทคโนโลยีการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีนั่นเอง
เป้าหมายของเทคโนโลยีการศึกษา
การพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาที่ใช้ในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพ ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง อุตสาหกรรม นั้น จำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายดังนี้
1.5.1 ขยายขอบเขตของทรัพยากรการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้กว้างขวางออกไป โดยคำนึงถึง
1) คน กำหนดให้คนเป็นแหล่งทรัพยากรเรียนรู้ที่สำคัญ เช่น ครู ตำรวจ เกษตรกร
2) วัสดุเครื่องมือ ประเภทโสตทัศนูปกรณ์ รวมทั้งการใช้สื่อมวลชนเพื่อการศึกษาให้มากขึ้น
3) เทคนิคการสอน ที่เน้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
4) สถานที่ต่าง ๆ ให้สามารถเป็นแหล่งประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น ไร่นา ทะเล องค์การรัฐบาล
1.5.2 เน้นการเรียนแบบเอกัตบุคคล โดยการจัดหาสื่อเพื่อสนองความต้องการ และ ความแตกต่างระหว่างบุคคล
1.5.3 การนำวิธีวิเคราะห์ระบบการศึกษา โดยใช้การปฏิบัติหรือการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมาใช้ในการเรียน การสอน
นวัตกรรมการศึกษา
นวัตกรรมมีความสำคัญต่อการศึกษาหลายประการ ได้แก่
1. เพื่อให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
2. เพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านการศึกษาบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
3. เพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านการศึกษาในบางเรื่อง เช่น ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับจำนวนผู้เรียนที่มากขึ้น การพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย การผลิตและพัฒนาสื่อใหม่ ๆ ขึ้นมา
4. เพื่อตอบสนองการเรียนรู้ของมนุษย์ให้เพิ่มมากขึ้นด้วยระยะเวลาที่สั้นลง
5. การใช้นวัตกรรมมาประยุกต์ในระบบการบริหารจัดการด้านการศึกษาก็มีส่วนช่วยให้การใช้ทรัพยากรการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สาเหตุการเกิดขึ้นของนวัตกรรมการศึกษา
1. การเพิ่มปริมาณของผู้เรียน
2. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว
3. การเรียนรู้ของผู้เรียนมีแนวโน้มในการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น
4. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีโทรคมนาคม
ขอบข่ายนวัตกรรมทางการศึกษา
1. การจัดการเรื่องการสอนด้วยวิธีการใหม่ๆ
2. เทคนิควิธีการสอนแบบต่าง ๆ ที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน
3. การพัฒนาสื่อใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน
4. การใช้เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์มาปรับใช้ในระบบการเรียนการสอนในระบบทางไกลและการเรียนด้วยตัวเอง
5. วิธีการในการออกแบบหลักสูตรใหม่ๆ
6. การจัดการด้านการวัดผลแบบใหม่
ประเภทของนวัตกรรมการศึกษา
1. นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร เช่น หลักสูตรบูรณาการ หลักสูตรรายบุคคล หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ์ หลักสูตรท้องถิ่น
2. นวัตกรรมการเรียนการสอน เช่น การสอนแบบศูนย์การเรียน การใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ การสอนแบบเรียนรู้ร่วมกัน และการเรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
3. นวัตกรรมสื่อการสอน เช่น CAI WBI WBT VC WebQuest Webblog
4. นวัตกรรมการประเมินผล เช่น การพัฒนาคลังข้อสอบ การลงทะเบียนผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต การใช้บัตรสมาร์ทการ์ด เพื่อการใช้บริการของสถาบันศึกษา การใช้คอมพิวเตอร์ในการตัดเกรด
5. นวัตกรรมการบริหารจัดการ เช่น ฐานข้อมูล นักเรียน นักศึกษา ฐานข้อมูล คณะอาจารย์ และบุคลากร ในสถานศึกษา ด้านการเงิน บัญชี พัสดุ และครุภัณฑ์
สื่อนวัตกรรม
เทคโนโลยี ICT นับว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการบูรณาการการเรียนรู้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะจุดเด่นเรื่องการใช้อินเตอร์เน็ต(Internet) และการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบสื่อผสม(Multimedia) ทำให้สร้างสื่อการเรียนรู้ที่นำเสนอได้พร้อมๆ กันทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและเสียง
ที่มา http://www.nrru.ac.th/